รายวิชา
: ระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา รหัสวิชา
913705
ข่าวที่ 1
เทคโนโลยีใหม่อินเทลกินไฟตํ่า
วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2556 เวลา 00:00
น.
ซิลเวอร์มอนท์
รองรับการทำงานของอุปกรณ์ ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ กินไฟต่ำ ขยายได้มากถึง 8 คอร์ ทำให้แท็บเล็ตประมวลผลได้สูงกว่ารุ่นเดิมถึง 2 เท่า
อินเทล คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวเทคโนโลยี “ซิลเวอร์มอนท์” (Silvermont) ซึ่งเป็นไมโครอาร์จิเทคเจอร์รุ่นใหม่ล่าสุด มีประสิทธิภาพสูง เน้นการสนองตอบต่อระบบการทำ งานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้พลังงานต่ำ ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ซิลเวอร์มอนท์ จะเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน สำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่จะเริ่มออกสู่ตลาดภายในปลายปีนี้ โดยใช้ขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยที่สุดของอินเทลอย่าง Tri-Gate SoC แบบ 22 นาโนเมตร (nm) ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
นายดาดี เพิร์ลมัตเตอร์ รองประธานบริหารและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของอินเทล กล่าวว่า ซิลเวอร์มอนท์ คือ รากฐานใหม่ทางเทคโนโลยีสำหรับอนาคต ที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของผลิตภัณฑ์และตลาดในเซ็กเมนต์ต่าง ๆ ได้ ในอนาคต จะพยายามพัฒนาไมโครอาร์จิเทคเจอร์ชนิดกินไฟต่ำ รุ่นใหม่ ๆ ออกมาทุกปีจุดเด่น อื่น ๆ ของไมโครอาร์จิเทคเจอร์ ซิลเวอร์มอนท์ นอกจากกินไฟต่ำแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของอุปกรณ์อีกด้วยโครงสร้างมัลติคอร์และซิ สเต็มส์แฟบริก รุ่นใหม่ช่วยให้ขยายได้มากถึง 8 คอร์ สำหรับระบบที่ต้องการแบนด์วิธที่มากกว่าเดิม ทำให้แท็บเล็ตรุ่นใหม่จะมีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงกว่าสองเท่าเมื่อ เทียบกับแท็บเล็ตรุ่นปัจจุบันของอินเทล.
อินเทล คอร์ปอเรชั่น เปิดตัวเทคโนโลยี “ซิลเวอร์มอนท์” (Silvermont) ซึ่งเป็นไมโครอาร์จิเทคเจอร์รุ่นใหม่ล่าสุด มีประสิทธิภาพสูง เน้นการสนองตอบต่อระบบการทำ งานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้พลังงานต่ำ ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์ ซิลเวอร์มอนท์ จะเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน สำหรับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่จะเริ่มออกสู่ตลาดภายในปลายปีนี้ โดยใช้ขั้นตอนการผลิตที่ทันสมัยที่สุดของอินเทลอย่าง Tri-Gate SoC แบบ 22 นาโนเมตร (nm) ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
นายดาดี เพิร์ลมัตเตอร์ รองประธานบริหารและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของอินเทล กล่าวว่า ซิลเวอร์มอนท์ คือ รากฐานใหม่ทางเทคโนโลยีสำหรับอนาคต ที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของผลิตภัณฑ์และตลาดในเซ็กเมนต์ต่าง ๆ ได้ ในอนาคต จะพยายามพัฒนาไมโครอาร์จิเทคเจอร์ชนิดกินไฟต่ำ รุ่นใหม่ ๆ ออกมาทุกปีจุดเด่น อื่น ๆ ของไมโครอาร์จิเทคเจอร์ ซิลเวอร์มอนท์ นอกจากกินไฟต่ำแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของอุปกรณ์อีกด้วยโครงสร้างมัลติคอร์และซิ สเต็มส์แฟบริก รุ่นใหม่ช่วยให้ขยายได้มากถึง 8 คอร์ สำหรับระบบที่ต้องการแบนด์วิธที่มากกว่าเดิม ทำให้แท็บเล็ตรุ่นใหม่จะมีประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงกว่าสองเท่าเมื่อ เทียบกับแท็บเล็ตรุ่นปัจจุบันของอินเทล.
ที่มา
:
http://www.dailynews.co.th/technology/209497
ผู้รายงาน : นางศรัญญา คมพยัคฆ์
ผู้รายงาน : นางศรัญญา คมพยัคฆ์
รายวิชา
: ระบบสารสนเทศเพื่อการศึกษา รหัสวิชา
913705
ข่าวที่ 2
นวัตกรรมใหม่การทำถนน‘ยางแห้ง’ ผสมยางมะตอย
วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2556 เวลา 00:00
น.
กรมวิชาการเกษตรพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
ใช้ “ยางแห้ง” ผสมยางมะตอยราดถนน ชี้ข้อดีไม่ต้องใช้สารเคมีราคาแพง
ง่ายสำหรับผู้ประกอบการ-กลุ่มเกษตรกร ขยายผลต่อยอดสู่อุตสาหกรรมได้
เตรียมเสนอต่อที่ประชุม IRRDB หวังจีนปิ๊งไอเดียนำไปใช้
หนุนส่งออกยางพาราไทย ช่วยรักษาเสถียรภาพราคา
นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย ผู้อำนวยการ
กลุ่มอุตสาหกรรมยาง สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยยางได้พัฒนาเทคโนโลยีการใช้ยางธรรมชาติผสมยางมะตอยราดถนนใหม่
โดยใช้ยางแห้งแทนการใช้น้ำยางข้น อัตรา 5%
ผสมยางมะตอยในงานราดถนน ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ต้องใช้สารเคมีที่มีราคาแพง
สามารถนำยางพารามาใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น ยางเครพ ยางแผ่นผึ่งแห้ง ยางแผ่นรมควัน
ยาง Cutting จากยางแผ่นรมควัน ฯลฯ ทั้งยังไม่เกิดฟองและแรงดันในขณะผสมยางกับยางมะตอย
ทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายระหว่างผสม
นอกจากนั้น
ยังเป็นเทคโนโลยีที่ง่ายและไม่ซับซ้อน ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้โดยมีข้อจำกัดน้อย
ช่วยลดการผูกขาด ซึ่งสามารถขยายผลต่อยอดทั้งด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงเทคโนโลยีการผสมไปสู่กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการให้ผลิตในเชิง
พาณิชย์ได้ เป็นการ เพิ่มทางเลือกและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในภาคอุตสาหกรรมยางพาราไทย
ที่สำคัญยังเป็นแนวทางช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางได้ทั้งในระยะสั้นและระยะ ยาว
โดยเฉพาะยางแห้งที่อยู่ในโครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง ถึงแม้ยางนั้นจะเสียรูปทรงไปก็สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผสมกับยางมะตอย
เพื่องานราดถนนได้ ดีกว่าเก็บยางไว้นานไปยางจะเสื่อมสภาพลง
“การใช้ยางแห้งผสมยางมะตอยราดถนน
เบื้องต้นต้องเตรียมหัวเชื้อหรือยางผสม (Master batch) โดยใช้ยางแห้งกับยางมะตอย
AC60/70 สัดส่วน 1:1 ผสมโดยใช้เครื่องผสมแบบปิด
(Internal Mixer)ในโรงงานผลิตผลิตยางทั่วไปได้ ใช้เวลาในการบดผสม
ประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนำหัวเชื้อไปละลายในยางมะตอย
AC60/70 ที่จะใช้ราดถนนได้โดยตรง หากไม่มีเครื่องกวนผสม โรงงานผสมยางมะตอยทั่วไปสามารถนำหัวเชื้อใส่ในถังต้มยางมะตอย
แต่ต้องคำนวณให้มีสัดส่วนของยางพารา 5% คือ
ใช้ยางมะตอยปกติ จำนวน 9 ตัน ใส่หัวเชื้อ 1 ตัน ต้มที่อุณหภูมิ 160-170 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2
ชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผสม และควรเปิดระบบเวียนยางมะตอยในการผสม
ประมาณ 30 นาที ก็นำไปราดถนนและผลิตในเชิงการค้าได้” นางณพรัตน์กล่าว
นางณพรัตน์กล่าวอีกว่า
หากต้องการผลิตเป็นยางมะตอย พรีเบลนด์ ที่มียางพาราผสม 5% ควรมีถังผสมและมีการติดใบกวนด้วย โดยสามารถดูแบบแปลนเครื่องผสมได้ที่สถาบันวิจัยยาง
อย่างไรก็ตาม อนาคตหากภาครัฐมีการสนับสนุนให้ใช้ยางพาราผสมยางมะตอยราดถนนอย่างเป็น
รูปธรรม คาดว่า จะมีการนำยางแห้งมาใช้ปริมาณมาก เนื่องจากถนนกว้าง 11 เมตร ระยะทาง 1 กิโลเมตร จะใช้ยางแห้ง ประมาณ 3.3
ตัน และต้องผลิตหัวเชื้อที่จะใช้ผสมกับยางมะตอยถึง 6.6 ตัน ซึ่งทำให้มีปริมาณมากพอที่จะดำเนินการทางอุตสาหกรรมได้
…สถาบันวิจัยยางได้มีแผนนำเสนอเทคโนโลยีการใช้ยางแห้งผสมยางมะตอยในงาน
ราดถนน ต่อที่ประชุมประเทศสมาชิกสภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศหรือไออาร์อาร์ดี
บี(IRRDB) ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในช่วงปลายเดือนมิถุนายน
2556 นี้ เพื่อกระตุ้นให้ประเทศสมาชิก IRRDB นำเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ไปใช้เพิ่มมากขึ้น …
...อนาคตหากประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่นำเทคโนโลยีการใช้ยางแห้ง
ผสมยางมะตอยราดถนนไปใช้อย่างจริงจัง คาดว่า จะเอื้อประโยชน์ต่อการส่งออกยางพาราของไทยสูงมาก
ซึ่งจะเป็นแหล่งรองรับผลผลิต ช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางธรรมชาติ พร้อมยกระดับราคาและช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางได้.
ที่มา
: http://www.dailynews.co.th/agriculture/212402
ผู้รายงาน : นางศรัญญา คมพยัคฆ์
ผู้รายงาน : นางศรัญญา คมพยัคฆ์
No comments:
Post a Comment